กฎหมายแพ่งและพาณิชย์




กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หมายถึง กฎหมายซึ่งรวมเอาบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องทางแพ่ง และในทางพาณิชย์เข้าไว้ด้วยกัน การจัดทำกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของประเทศไทยเริ่มตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันเป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีเนื้อหาหมวดหมู่ใหญ่ ๆ ดังนี้



ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีเนื้อหาหมวดหมู่ใหญ่ ๆ ดังนี้

หลักทั่วไป

บุคคล หมายถึง สิ่งที่มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ

บุคคลธรรมดา หมายถึง มนุษย์ธรรมดา มีลมหายใจ เริ่มต้นสภาพเมื่อคลอดออกมาและอยู่สภาพเป็นทารก (แจ้งเกิดภายใน 15 วัน หลักฐานที่ได้ คือ สูติบัตร) และสิ้นสภาพบุคคลเมื่อตาย (แจ้งตายภายใน 24 ชั่วโมง หลักฐานที่ได้คือ มรณบัตร) หรือสาบสูญ (ตามคำสั่งของศาลแพ่ง)

นิติบุคคล หมายถึง บุคคลสมมติ จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย เช่น กระทรวง กรม บริษัท ห้างร้าน สมาคม มูลนิธิ มหาวิทยาลัย เป็นต้น เริ่มสภาพเมื่อจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่ สิ้นสภาพเมื่อเลิกกิจการ หรือ ล้มละลาย

ความสามารถของบุคคล

1. บุคคลที่บรรลุนิติภาวะ คือ อายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ หรือ 17 ปีบริบูรณ์แล้วสมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย บุคคลที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ เรียกว่า ผู้เยาว์

2. บุคคลที่ถูกจำกัดความสามารถ มีดังนี้

2.1 ผู้เยาว์ คือผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ มีผู้ดูแล คือ ผู้แทนโดยชอบธรรม การกระทำของผู้เยาว์ถือว่าเป็น โมฆียกรรม ยกเว้น

- รับรองบุตร

- การทำพินัยกรรม (ต้องอายุ 15 ปีขึ้นไป)

- นิติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ

- รับของโดยเสน่หา เช่น รับมรดก

2.2 คนไร้ความสามารถ คือ บุคคลวิกลจริตที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ซึ่งต้องเป็นบุคคลที่ขาดความรู้สึกและขาดความรับผิดชอบอย่างรุนแรง เช่น โรคสมองฝ่อ สมองพิการ เจ็บป่วยไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำภารกิจส่วนตัวไม่ได้ มีผู้ดูแล คือ ผู้อนุบาล

2.3 คนเสมือนไร้ความสามารถ คือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ เช่น คนพิการทางกาย หูหนวก ตาบอด อัมพาต เป็นมาโดยกำเนิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง จิตผิดปกติ ติดสารเสพติดร้ายแรงไม่สามารถควบคุมตนเองได้ มีผู้ดูแลคือ ผู้พิทักษ์

ครอบครัวและมรดก

1. การหมั้น เป็นการทำสัญญาระหว่างชายหญิงว่าจะทำการสมรสกัน ซึ่งต้องมีอายุ 17 ปีขึ้นไป โดยได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองฝ่ายหญิง การหมั้นจะสมบูรณ์ เมื่อฝ่ายชายมอบของหมั้นให้ฝ่ายหญิง

- ของหมั้น ตกเป็นของ ฝ่ายหญิง

- สินสอด ตกเป็นของ ผู้ปกครองฝ่ายหญิง

2. การสมรส ชายหญิงจะทำการสมรส จะต้องมีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ โดยได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองฝ่ายหญิง และการสมรสจะถือว่าชอบด้วยกฎหมายก็ต่อเมื่อมีการจดทะเบียนสมรสกันแล้ว

2.1 บุคคลที่สมรสไม่ได้

- คนวิกลจริต คนไร้ความสามารถ ถือเป็น โมฆะ

- ผู้สืบสายโลหิตโดยตรงหรือพี่น้องกัน ถือเป็น โมฆะ

- ผู้รับบุตรบุญธรรมกับบุตรบุญธรรม ถือว่าขาดจากการเป็นบุตรบุญธรรม

- มีคู่สมรสแล้ว ถือเป็น โมฆะ

ขอบพระคุณที่มาภาพจาก : http://techineeyam.blogspot.com/2016/12/blog-post_87.html

2.2 หญิงที่เคยสมรสแล้ว จะสมรสได้อีกเมื่อ

- การสมรสเดิมสิ้นสุดไปแล้วอย่างน้อย 310 วัน

- มีใบรับรองแพทย์ว่าไม่ตั้งครรภ์

- สมรสกับคู่สมรสเดิม

2.3 การสิ้นสุดการสมรส เกิดขึ้นได้กรณีดังต่อไปนี้

- การจดทะเบียนหย่า หรือการฟ้องหย่า

- ศาลมีคำพิพากษาให้การสมรสเป็นโมฆะ

- การตาย

2.4 การหย่า มี 2 แบบ

- จดทะเบียนหย่า

- ฟ้องหย่า สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายกรณี

  • สามีเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นเยี่ยงภรรยาตนเอง

  • จงใจทิ้งร้างอีกฝ่ายหนึ่งเกิดนกว่า 1 ปี

  • ทำร้ายร่างกายหรือจิตใจ พูดจาเหยียดหยาม

  • อยู่ด้วยกันได้ไม่เกิน 3 ปี

  • วิกลจริตเกินกว่า 3 ปี

  • สภาพร่างกายไม่สามารถร่วมประเวณีได้เลย

3. บุตร สามารถแบ่งได้ดังนี้

3.1 บุตรชอบด้วยกฎหมาย แบ่งเป็น

- บุตรในสมรส บิดาและมารดาจดทะเบียนสมรส และยอมรับเป็นบุตร

- บุตรนอกสมรส บิดาและมารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร

3.2 บุตรนอกกฎหมาย คือบุตรที่บิดาและมารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส และบิดาไม่จดทะเบียนรับรองบุตร

3.3 บุตรบุญธรรม คือ เทียบเท่ากับบุตรชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้รับบุตรบุญธรรมนั้นต้องมีอายุตั้งแต่ 25 ปีขึ้นไป และมีอายุมากกว่าบุตรบุญธรรมไม่น้อยกว่า 15 ปี

4. ทายาทรับมรดก แบ่งเป็น 2 แบบ

4.1 ทายาทโดยชอบธรรม ได้แก่ คู่สมรส + ทายาทตามสายโลหิต 6 ลำดับ

1. ผู้สืบสันดาน (ลูก หลาน เหลน ลื่อ)

2. บิดามารดา

3. พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน

4. พี่น้องร่วมบิดามารดาอย่างใดอย่างหนึ่ง

5. ปู่ย่าตายาย

6. ลุงป้าน้าอา

4.2 ทายาทตามพินัยกรรม คือ ทายาทที่มีสิทธิ์ได้รับพินัยกรรมตามที่ได้ระบุไว้

5. ทรัพย์และทรัพย์สิน

5.1 ทรัพย์ คือ สิ่งที่เป็นทรัพย์นั้นจะต้องเป็นวัตถุ สามารถมองเห็นเป็นรูปทรงต่างๆ ได้ด้วยตา หรือสัมผัสจับต้องได้ เช่น วิทยุ บ้าน ที่ดิน รถยนต์ เครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ ปากกา อาคาร รถยนต์ แบ่งเป็น 2 ประเภทคือ

- อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์ที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น ที่ดิน บ้าน

- สังหาริมทรัพย์ หมายถึง ทรัพย์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น แก้ว แหวน เงิน รถยนต์ โทรศัพท์

- สังหาริมทรัพย์ประเภทพิเศษ คือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ยาก ได้แก่ แพ สัตว์พาหนะ เรือกำปั่น เรือระวางตั้งแต่ 6 ตันขึ้นไป เรือกลไฟหรือเรือยนต์มีระวางตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไป

- สังหาริมทรัพย์นำมาจำนำได้

- อสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ประเภทพิเศษ นำมาจำนองได้

5.2 ทรัพย์สิน หมายถึงทรัพย์หรือวัตถุที่ไม่มีรูปร่าง แต่มีราคา ดังนั้นทรัพย์สินมีความหมายกว้างกว่าทรัพย์การได้มาและสิ้นไปซึ่งทรัพย์สิน หมายถึง ทรัพย์สินจะเกิดขึ้นได้ก็โดยอำนาจแห่งกฎหมาย เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา กรรมสิทธิ์ สิทธิครอบครอง ลิขสิทธิ์ เป็นต้น

วิเคราะห์ข้อสอบโอเน็ต

ตัวอย่าง ข้อสอบ O-Net ปี 2560

บุคคลใดไม่ใช่บุตรชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายชาย

1. นายดำเป็นลูกที่เกิดจากนายแดงและนางขาวซึ่งจดทะเบียนสมรสกัน แล้วต่อมานายแดงนางขาวหย่ากัน

2. นายเอเป็นลูกที่เกิดจากนางบีและนายซีซึ่งอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรสแต่ต่อมานายซีจดทะเบียนรับรองว่าเป็นบุตร

3. นายแก้วเป็นลูกที่เกิดจากนางถ้วยและนายโถซึ่งอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่ต่อมานางถ้วยและนายโถได้จดทะเบียนสมรสกัน

4. นายองุ่นเป็นลูกที่เกิดจากนางส้มและนายฝรั่งซึ่งอยู่กินกันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่นายฝรั่งได้มีการจดทะเบียนรับรองโดยพฤติการณ์กับบุคคลทั่วไปว่าเป็นบุตรของตนมาโดยตลอด เช่น นายองุ่นใช้นามสกุลของนายฝรั่ง นายฝรั่งส่งเสียอุปการะเลี้ยงดู เป็นต้น

5. ศาลมีคำพิพากษาว่านายกิ่งลูกนางใบเป็นบุตรของนายก้าน โดยที่นายก้านกับนางใบไม่เคยจดทะเบียนสมรสกัน


วิเคราะห์ข้อสอบ

คำถามข้อนี้เป็นเรื่องของบุตรในกฎหมายกับบุตรนอกกฎหมาย ฉะนั้นนักเรียนต้องเข้าใจความหมายบุตรชอบด้วยกฎหมายก่อน ซึ่ง แบ่งเป็น บุตรในสมรส คือ บิดาและมารดาจดทะเบียนสมรส และยอมรับเป็นบุตร

และ บุตรนอกสมรส คือ บิดาและมารดาไม่ได้จดทะเบียนสมรส แต่บิดาจดทะเบียนรับรองบุตร

ดังนั้น คำตอบคือข้อ 4 พ่อแม่ขององุ่นไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน แต่พ่อรับรองว่าองุ่นเป็นบุตร องุ่นจึงเป็นบุตรนอกกฎหมาย (ไม่ยากใช่ไหมคะ)



6. ทรัพย์สินทางปัญญา แบ่งเป็น 2 ประเภท

7. สัญญาซื้อขายประเภทต่าง ๆ

7.1 สัญญาซื้อขาย คือ สัญญาที่บุคคลฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ขาย โอนกรรมสิทธ์ในทรัพย์สินให้แก่บุคคลอีกฝ่ายหนึ่ง เรียกว่า ผู้ซื้อ โดยที่ผู้ซื้อจะต้องให้ราคาทรัพย์สินนั้น (การทำสัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือ สังหาริมทรัพย์พิเศษ ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อเจ้าหน้าที่เท่านั้น

7.2 สัญญาซื้อขายผ่อนชำระ คือ เป็นสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาดที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโอนไปเป็น ของผู้ซื้อแล้วตั้งแต่ทําสัญญา เพียงแต่คู่สัญญาตกลงกันไว้เป็นเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าผู้ขายยอมผ่อนผันให้ ผู้ซื้อชําระราคาภายหลังได้เป็นงวด ๆ จะเป็นจํานวนมากน้อยอย่างไรและงวดละเท่ากันหรือไม่ก็ได้

7.3 สัญญาเช่าทรัพย์ คือ เป็นสัญญาที่ผู้ให้เช่า ตกลงให้ผู้เช่าได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินที่ให้เช่าในระยะเวลาที่กำหนด โดยผู้ให้เช่าตกลงจะให้ค่าเช่าในการใช้ทรัพย์สินนั้น ทรัพย์ที่ให้เช่ามีได้ทั้งอสังหาริมทรัพย์และสังหาริมทรัพย์ ซึ่งระยะเวลาในการเช่าห้ามเกิน 30 ปี

7.4 สัญญาเช่าซื้อ คือ สัญญาที่เจ้าของทรัพย์สินเอาทรัพย์สินของตนออกมาให้ผู้อื่นเช่าเพื่อใช้สอยหรือเพื่อให้ได้รับประโยชน์ และให้คำมั่นว่าจะให้ทรัพย์สินนั้นแก่ผู้เช่าซื้อเมื่อชำระเงินครบจำนวน ซึ่งการชำระเงินผู้เช่าซื้อจะชำระเงินเป็นงวด ๆ ตามที่ตกลงกัน กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินจะเป็นของผู้เช่าซื้อเมื่อชำระเงินครบ เมื่อผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาเงินที่ได้ชำระไปแล้วให้ริบเป็นเจ้าของทรัพย์และเจ้าของทรัพย์สามารถครอบครองทรัพย์สินที่ให้เช่าไปแล้วได้

7.5 สัญญาขายฝาก คือ สัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์สินคืนได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากผู้ขายไม่ไถ่ทรัพย์คืนในระยะเวลาดังกล่าว ผู้ขายไม่สามารถไถ่ทรัพย์ได้อีกต่อไป ถ้าเป็นอสังหาริมทรัพย์ มีกำหนดไถ่คืนไม่เกิน 10 ปี และสังหาริมทรัพย์ห้ามเกิน 3 ปี

8. การกู้ยืมเงิน

สัญญาการกู้ยืมเงิน ถ้ากู้เงินตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป ต้องทำสัญญากู้ยืมเงิน จึงจะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีกรณีผู้กู้ยืมไม่คืนเงินกู้ได้ การคิดดอกเบี้ย ผู้ให้กู้ห้ามเก็บดอกเบี้ยเกินร้อยละ 15 บาท ต่อปี (ร้อยละ 1.25 บาทต่อเดือน) กรณีฝ่าฝืนจะได้รับโทษทางอาญา และดอกเบี้ยนั้นถือเป็นโมฆะ



วิเคราะห์ข้อสอบโอเน็ต

ตัวอย่าง ข้อสอบ O-Net ปี 2560

สัญญาที่ทำด้วยวาจาโดยลำพังดังต่อไปนี้ สัญญาใดสามารถฟ้องร้องบังคับคดีต่อศาลได้

1. สัญญาเช่าบ้าน อายุสัญญา 1 ปี อัตราค่าเช่าเดือนละ 5,000 บาท

2. สัญญากู้ยืมเงิน 3,000บาท

3. สัญญาซื้อขายคอมพิวเตอร์ราคา 25,000 บาท

4. สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินราคา 500,000 บาท

5. สัญญาเช่าเครื่องจักร อายุสัญญา 2 ปี อัตราค่าเช่าเดือนละ 100,000 บาท

วิเคราะห์ข้อสอบ

คำถามเกี่ยวกับสัญญาเช่า - ซื้อ สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ข้อควรจำตามกฎหมาย ถ้าเป็นสัญญาซื้อขายไม่ว่าจะสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ต้องทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ แต่ถ้าเป็นสัญญาเช่า กรณีเช่าอสังหาริมทรัพย์ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นจึงฟ้องร้องบังคับคดีได้ ส่วนสัญญาเช่าสังหาริมทรัพย์แม้จะทำด้วยวาจาก็สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ค่ะ ดังนั้นคำตอบข้อนี้คือ ข้อ 5