กฎหมายระหว่างประเทศ แบ่งออกเป็น 3 สาขา ดังนี้



1.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง (Public International Law)

ได้แก่ กฎหมายที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในฐานะที่รัฐเป็นนิติบุคคล แผนกนี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ทางการทูต การทำสนธิสัญญา และการทำสงคราม

2. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล

หมายถึง กฎเกณฑ์ที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนที่มีจุดนิติสัมพันธ์กับกฎหมายหลายระบบในความสัมพันธ์ทางแพ่งและพาณิชย์ รวมตลอดถึงกฎเกณฑ์ที่กำหนดสิทธิและหน้าที่ของคนต่างด้าวในดินแดนของรัฐอีกรัฐหนึ่ง กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล (Private International Law) เป็นบทบัญญัติที่บัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมบังคับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในต่างรัฐ บุคคลในต่างรัฐอาจจะไปพำนักพักพิงอยู่อีกรัฐหนึ่ง หรือไม่ก็มีความสัมพันธ์ในด้านธุรกิจหรือสัมพันธ์กันในด้านครอบครัว การสมรส การหมั้น การหย่า เรื่องเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่บทบัญญัติแห่งกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลจะต้องเข้าไปควบคุมบังคับเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย

3.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา (Criminal International Law)

คือ กฎเกณฑ์ข้อบังคับที่ประเทศหนึ่งหรือรัฐหนึ่งตกลงยอมรับรองให้ศาลส่วนอาญาของอีกรัฐหนึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาลงโทษทางอาญาแก่บุคคลที่ได้กระทำความผิดนอกประเทศนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมกันปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ซึ่งในบางครั้งได้กระทำในต่างแดน หรือผู้กระทำได้หลบหนีออกไปนอกรัฐที่กระทำความผิดเพื่อให้รอดพ้นจากการลงโทษ จึงต้องใช้กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญานี้มาควบคุม เพราะการที่จะลงโทษผู้กระทำผิดทางอาญาแล้วหลบหนีไปรัฐอื่นนั้นเป็นเรื่องที่นอกเหนืออำนาจรัฐ ฉะนั้นเพื่อป้องกันปราบปรามคดีอาญาดังกล่าวรัฐต่าง ๆ จะต้องทำสนธิสัญญาการส่งผู้ร้ายข้ามแดนต่อกันได้ เพื่อสะดวกในการนำผู้กระทำผิดนั้นมาลงโทษตามความผิดนั้น ๆ

ข้อตกลงระหว่างประเทศ

1. กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

เป็นสาขาหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศจากเดิมเรียกกันว่า “กฎหมายระหว่างประเทศยามสงคราม หรือ กฎหมายสงคราม” กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมีจุดประสงค์ที่มุ่งส่งเสริมคุณค่า อันเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับกฎหมายสิทธิมนุษยชน

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเริ่มต้นจากความพยายามของนายอังรีดูนังต์และคณะที่จะหาทางลดภาวะทุกข์ทรมานอันหน้าสะพรึงกลัวที่เกิดกับทหารและพลเรือน จากการาสู้รบระหว่างคู่สงคราม พวกเขาได้รณรงค์เป็นเวลานานจนรัฐต่างๆ เห็นความสำคัญของปัญหาทำให้สาระสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องของการปกป้องคุ้มครอง และดูแลพลเรือนของประเทศคู่สงคราม เช่น ห้ามการใช้อาวุธและวิธีการสู้รบซึ่งมีลักษณะการทำลายล้างอย่างมหาศาล ก็ให้เกิดความสูญเสียโดยไม่จำเป็นหรือความทุกข์ทรมานเกินไป เช่น การใช้อาวุธเคมี การใช้อาวุธชีวภาพ อาวุธนิวเคลียร์ ห้ามกระทำการรุนแรงหรือคุมคามว่าจะทำการรุนแรงเพื่อให้ประชาชนหวากกลัว เป็นต้น

กล่าวได้ว่ากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเป็นตัวอย่างกฎหมายที่เกิดจากการตกลงร่วมกันของมนุษย์ เพื่อคุ้มครองประโยชน์และการปลอดภัยของมนุษย์จากเงื้อมมือของมนุษย์ด้วยกันอย่างแท้จริง

กฎหมายนี้มีความมุ่งหมาย คือ การเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ โดยพัฒนาการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศมีผลทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนของนานาประเทศ ในการสอดส่องดูแลเพื่อให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายเรื่องนี้สำหรับประเทศไทยเคยมีกฎหมายที่สอดคล้องกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เช่น พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พุทธศักราช 2488พระราชบัญญัติยกเลิกพระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พุทธศักราช 2488 พ.ศ. 2510 ประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 48 เป็นต้น

2.กฎหมายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ปัญหาการค้ามนุษย์

โดยเฉพาะการค้าผู้หญิงและเด็กได้รับการตระหนักจะประชาคมโลกว่าเป็นอาชญากรรมที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพราะเป็นการแสวงหาประโยชน์จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยผู้เสียหายไม่ได้สมัครใจ และได้กระทำการอย่างกว้างขว้าง

จนเป็นกระบวนการเชื่อมโยงทั้งในประเทศระต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นภัยต่อความสงบสุขของโลกอย่างมาก

ในอดีตประเทศไทยเคยมีกฎหมายเพื่อเอาผิดและลงโทษการกระทำซึ่งเกี่ยวข้องกับการล่วงละเมิดทางเพศแก่ผู้หญิงและเด็กในลักษณะที่เป็นการค้าประเวณี กฎหมายว่าด้วยการค้าหญิงและเด็กหญิง กฎหมายสถานบริการ แต่ยังมีขอบเขตจำกัด

ต่อมาประเทศไทยได้ร่วมลงนามอนุสัญญาสหประเทศเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร พ.ศ. 2543 และพิธีสารเพื่อป้องกันปราบปรามและลงโทษการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะผู้หญิงและเด็ก พ.ศ. 2543 เพิ่มเติมอนุสัญญาสหประชาชาติเพื่อต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร และได้ตรากฎหมายพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ขึ้นต่อมาตามลำดับ

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้กำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ขึ้น เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ตลอดจนการให้ความร่วมมือและประสาน

งานกับต่างประเทศเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และกำหนดให้มีคณะกรรมการประสานและกำกับการดำเดินงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ มีหน้าที่ติดตามและจัดทำรายงานเกี่ยวกับการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศและให้ความร่วมมือและประสานงานกับต่างประเทศเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพื่อให้การบังคับใช้การหมายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และสอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องและพันธกรณีระหว่างประเทศ

3.กฎหมายว่าด้วยผู้ลี้ภัย

ปัญหาผู้ลี้ภัยเป็นประเด็นทางมนุษยธรรมที่มีกฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะถึงแม้จะมีการรับรองว่าสิทธิแสวงหาที่ลี้ภัยเป็นสิทธิมนุษยชน แต่รัฐต่างๆ ก็ยังลำบากใจเมื่อต้องกลายเป็นรัฐผู้ลี้ภัย โดยการลี้ภัยสามารถแบ่งออกได้ 2 ลักษณะ คือ

1.การลี้ภัยทางดินแดน (territorial asylum) หมายถึง การของลี้ภัยเพื่อเข้าไปอยู่ในดินแดนของรัฐผู้ลี้ภัย ซึ่งขึ้นกับการตัดสินใจของรัฐดินแดนว่าจะให้ลี้ภัยหรือไม่โดยพิจารณาจากพันธกรณีในข้อตกลงระหว่างประเทศและกฎหมายภายในของรัฐนั้น

2.การลี้ภัยทางทูต (diplomatic asylum) การลี้ภัยที่ผู้ขอลี้ภัยเข้าไปอยู่ในสถานทูตของรัฐผู้ให้ลี้ภัย ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนของรัฐผู้ให้ลี้ภัย ซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนของรัฐที่ต้องการตัวผู้ขอลี้ภัยเอง

ปัจจุบันสมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้จัดตั้งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติขึ้น เพื่อคุ้มครองและแก้ปัญหาของผู้ลี้ภัยทั่วโลก รวมทั้งปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ลี้ภัย โดยเฉพาะสิทธิที่จะอาศัยอยู่อย่างปลอดภัยในประเทศอื่น เพื่อเตรียมพร้อมที่ส่งกับประเทศต้นทางตามที่ผู้ลี้ภัยต้องการ หรือเพื่อที่จะส่งไปยังประเทศที่สาม

ในส่วนของประเทศไทยนั้น ก็ได้ให้ความสนับสนุนช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับผู้อพยพหนีภัยเข้ามาในดินแดนไทยอย่างต่อเนื่อง ตามหลักมนุษยธรรมด้วยดีให้ความคุ้นครองต่อผู้อพยพ และพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ อาทิ การฝึกทักษาอาชีพและการศึกษาเพื่อเขาจะสามารถดำเนินชีวิตระหว่างอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวอย่างปลอดภัย

4. กฎหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน

วิธีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนเป็นวิธีการที่รัฐต่างๆได้ยึดถือปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ และนับว่าเป็นการแสดงความร่วมมือระหว่างรัฐในการจัดการกับผู้กระทำความผิดที่พยายามหลบหนีให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมวิธีหนึ่งนอกเหนือไปจากการให้ความร่วมมือด้านอื่นๆ เช่น การช่วยจัดหา และจัดส่งพยานบุคคลพยานเอกสาร หรือพยานวัตถุระหว่างกัน การส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้น โดยปกติจะทำในลักษณะของข้อตกลงทวิภาคี ซึ่งจะมีสาระสำคัญเกี่ยวกับความผิดที่สามรส่งตัวผู้กระทำข้ามแดนได้นั้นจะต้องร้ายแรงถึงระดับหนึ่ง และจะต้องไม่ใช่ความผิดทางการเมือง หรือการทหาร

ตัวอย่างของสนธิสัญญาของข้อตกลงที่เกิดขึ้น คือ สนธิสัญญากับสหรัฐอเมริกา สนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2533 สนธิสัญญาระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2541

5. กฎหมายการให้ความคุ้มครองแก่คนชาติ

กฎหมายระหว่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองต่อผู้มีสัญชาติของรัฐ เป็นกฎหมายที่ใช้ความคุมและคุ้มครองคนชาติหรือผู้ที่มีสัญชาติของรัฐ ทั้งที่เป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เมื่อต้องไปอยู่ในดินแดนของรัฐอื่นโดยรัฐสัญชาติของคนต่างด้าวนั้นอาจดำเนินการให้ “ความคุ้มครองทางการทูต (dislomatic-protection)” แก่ผู้เสียหายซึ่งเป็นคนชาติของตน ด้วยการนำเรื่องขึ้นเรียกร้องในระดับอนุญาโตตุลาการหรือศาลระหว่างประเทศต่อไป

กฎหมายเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองแก่คนชาติมีความสำคัญและพัฒนามาเป็นเวลานาน และมีบทบาทในการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบพื้นฐานซึ่งรัฐมีระหว่างกันในระดับระหว่างประเทศ ว่าการก่อความเสียหายแก่คนชาติของรัฐหนึ่ง หากไม่แก้ไข เมื่อถึงจุดหนึ่งอาจเป็นผลให้เกดความรับผิดชอบระหว่างประเทศต่อรัฐสัญชาติของเขาได้ รวมทั้งยังเชื่อมโยงไปถึงวิธีการเพื่อใช้สิทธิในการเรียกร้อง และระงับกรณีขัดแย้งระหว่างรัฐ เช่น โดยการเจรจา การอนุญาโตตุลาการ หรือทางศาล เป็นต้น


6. กฎหมายแรงงานระหว่างประเทศ

กฎหมายแรงงานเป็นกฎหมายที่พัฒนาขึ้นในสังคม ตั้งแต่เป็นเพียงกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งยอมให้คู่กรณีตกลงเงื่อนไขของสัญญากันได้เองตามสมัครใจ มาจนปัจจุบันมีจดหมายควบคุมเพิ่มขึ้นเพื่อให้ความคุ้มครองฝ่ายที่มักเสียเปรียบในการทำสัญญา รวมทั้งเพื่อรักษาคุณภาพของผู้ใช้แรงงาน และป้องกันมิให้สังคมต้องรับภาระท่องจากผู้ประสบเคราะห์กรรมจากการทำงาน

กฎหมายแรงงาน ในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับการจ้างแรงงาน ค่าจ้างและผลประโยชน์ต่างๆในการทำงาน และหลักประกันเมื่อมีประสบภัยจากการทำงานและเมื่อว่างงานตลอดจนเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง รวมทั้งระงับข้องขัดแย้งระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง

ประเด็นปัญหาด้านแรงงานถือเป็นปัญหาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในเฉพาะภายในแต่ละประเทศเท่านั้น พิจารณาได้ที่ปะเทศต่างๆจำนวน 183 ประเทศ ได้ร่วมกันจัดตั้งองค์การแรงงานระหว่างประเทศขึ้น เพื่อให้แรงงานทั่วโลกมีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นมีสภาพการทำงานที่เกื้อกูลต่อผู้ใช้แรงงาน มีโอกาสทำงาน และมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยการสร้างกฎเกณฑ์วางมาตรฐานการใช้แรงงานระหว่างประเทศในรูปของอนุสัญญา เช่น การให้ลูกจ้างมีอิสระที่จะเลือกเป็นสมาชิกสมาคมสหภาพแรงงาน การห้ามใช้แรงงานเด็ก เป็นต้น

ปัจจุบันประเทศไทยได้ร่วมสัตยาอนุสัญญาที่เกี่ยงข้องกับกฎหมายแรงงานระหว่างประเทศไปหลายฉบับแล้ว และได้พยายามดำเนินการให้เป็นไปตามอนุสัญญา ไม่ว่าจะเป็นการหยุดพักผ่อนประจำสัปดาห์ในโรงงงานอุตสาหกรรม การจัดตั้งบริการจัดหางาน การกำหนดอายุขั้นต่ำที่อนุญาตให้จ้างงานได้ การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพการจ้างงานคนพิการ เป็นต้น


7. กฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

เป็นสาขาหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศที่ใช้ควบคุมการดำเนินกิจกรรมของรัฐและปัจเจกบุคคลที่อยู่ได้อำนาจรัฐ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการคุ้มครอง อนุรักษ์ และพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เกิดขึ้นเนื่องจากความกังวลของปัญหาของนานาประเทศเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม และได้มีการพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ เกิดขึ้นจากการทำข้อตกลงกันระหว่างรัฐต่างๆจึงให้มีรายละเอียดเป็นจำนวนมากและครอบคลุมในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องมลพิษทางอากาศ การลดลงของโอโชน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก เป็นต้น

แต่หลักการสำคัญของกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศนั้น คือ สิ่งแวดล้อมถือเป็นสมบัติส่วนรวมของมนุษยชาติ ที่ต้องร่วมกันปกป้องและรักษา รวมทั้งต้องให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมตามกำลังความสามารถของแต่ละรัฐ

กฎหมายระหว่างประเทศเป็นกฎหมายที่ใช้ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในเบื้องต้น ปัจจุบันได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มรายละเอียดของเนื้อหามากขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการร่วมกันทำกิจกรรมระหว่างรัฐ ผ่านทางองค์การหรือสมาคมระหว่างรัฐต่างๆ ดังนั้น ในฐานะพลเมืองที่ดีของประเทศและพลโลกจึงต้องศึกษาและเรียนรู้ เพื่อทำความเข้าใจกฎหมายต่างๆ เหล่านี้ เพื่อนำมาใช้เป็นแนวทางในการดำเดินชีวิตและแนวทางการพัฒนาประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานของโลกต่อไป

กล่าวโดยสรุปได้ว่า กฎหมาย คือ กฎกติกาที่สังคมตั้งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือควบคุมหรือจัดการระเบียบทางสังคม โดยกฎหมายได้วางแนวทางสำหรับการอยู่ร่วมกันและได้กำหนดบทบาท สิทธิ และทำหน้าที่ของแต่ละคนในสังคมไว้ ตั้งเกิดจนตาย ซึ่งในฐานะสมาชิกของสังคมจึงมีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจกฎหมาย ยิ่งโดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยงข้องกับตนเองและครอบครัว กฎหมายหมายแพ่งที่เกี่ยวกับนิติกรรมสัญญา กฎหมายอาญาตลอดจนกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและมีผลกระทบต่อส่วนรวมและควรรู้ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับการรับราชการทหาร กฎหมายเกี่ยวกับภาษีอาการ กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค กฎหมายระหว่างประเทศในเรื่องต่างๆ เป็นต้น เพราะการศึกษากฎหมายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อตนเอง สังคม ชุมชน และสังคมโลก