สิทธิมนุษยชน (Human Right)


สิทธิมนุษยชน หมายถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย หรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม

แนวคิดของสิทธิมนุษยชน

สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิ์ตามธรรมชาติอย่างหนึ่ง ที่มีมาพร้อมกับบุคคลแต่ละคนที่เกิดขึ้นมาโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีกฎหมายบัญญัติรับรองไว้หรือไม่ ทุกคนก็รู้ได้เองว่าสิทธินั้นมีอยู่โดยธรรมชาติ สิทธิดังกล่าว เช่น สิทธิในชีวิตและร่างกาย ครอบครัว ทรัพย์สิน เป็นต้น

สำหรับแนวคิดของสิทธิมนุษยชนที่มีมาจากสถานการณ์ทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม เนื่องจากสังคมในอดีตได้มีการทำสงครามแย่งชิงดินแดนและกวาดต้อนผู้คนกันมากมาย รวมถึงการที่มนุษย์รังเกียจเหยียดหยามกัน ด้วยสาเหตุแห่งความแตกต่างเรื่องชาติ ศาสนา เพศ ภาษา สีผิว ฯลฯ และการที่ผู้ปกครองใช้อำนาจเผด็จการไปละเมิดสิทธิประชาชน โดยไม่เป็นธรรม ดังนั้น มนุษย์จึงเห็นว่าตนเองในฐานะที่เกิดมาเป็น “สิ่งมีชีวิต” ในสังคม ตนเองควรจะมีสิทธิ์ที่จะมีชีวิตรอด ไม่ถูกฆ่า ไม่ถูกทำร้าย ไม่ถูกรุกราน ไม่ถูกทรมาน ไม่ถูกกดขี่ รวมทั้งมีสิทธิ์ที่จะป้องกันตนเองเพื่อให้มีชีวิตอยู่รอด จากกสถานการณ์ดังกล่าวนี้ มนุษย์จึงเกิดความคิดที่จะเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคให้แก่ตนเองขึ้น โดยมีแนวคิดพื้นฐาน 2 ประการคือ

1. คนทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรี สิทธิ และเสรีภาพ

2. คนทุกคนได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยไม่มีการลำเอียง



หลักการของสิทธิมนุษยชน

หลักการของสิทธิมนุษยชนได้กำหนดไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนี้

1. มนุษย์ทั้งหลายเกิดมาอิสรเสรีและเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ

2. บุคคลมีสิทธิเสรีภาพ โดยไม่มีการนำเรื่องต่อไปนี้เข้ามาเกี่ยวข้อง คือ เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง ทรัพย์สิน ชาติกำเนิด
ดินแดน

3. บุคคลมีสิทธิในการดำรงชีวิต และมีชีวิตอยู่อย่างมีเสรีภาพและปลอดภัย

4. บุคคลจะถูกบังคับให้เป็นทาสไม่ได้ และการค้าทาสจะมีไม่ได้ในทุกรูปแบบ

5. บุคคลจะถูกทรมานหรือการทารุณ โหดร้าย ไร้มนุษยธรรมหรือหยามเกียรติไม่ได้

6. บุคคลมีสิทธิที่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมายไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม

7. กฎหมายต้องบังคับใช้กับบุคคลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

8. บุคคลจะขอให้ศาลคุ้มครองได้ เมื่อได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม

9. บุคคลจะถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศโดยพลการไม่ได้

10. การพิจารณาคดีต้องกระทำอย่างเปิดเผย โดยศาลซึ่งเป็นอิสระและไม่มีอคติ

11. บุคคลซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีความผิดทางอาญา จะต้องสันนิฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะมีการพิสูจน์ว่ามีความผิดตามกฎหมาย และโทษทางอาญา
ในขณะที่มีการกระทำนั้น จะต้องมีกฎหมายระบุว่าเป็นความผิดอย่างชัดแจ้ง

12. บุคคลมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายจากการเข้ามาละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

13. บุคคลมีเสรีภาพในการเดินทางและการย้ายถิ่นที่อยู่

14. บุคคลมีสิทธิที่จะแสวงหาและพักพิงในประเทศอื่น ๆ เพื่อลี้ภัยจากการกดขี่ข่มเหง

15. บุคคลมีสิทธิในการถือสัญชาติ

16. บุคคลมีสิทธิที่จะแต่งงานและมีครอบครัว โดยไม่มีการจำกัดใด ๆ เนื่องจากเชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนา

17. บุคคลมีสิทธิในทรัพย์สินของตน

18. บุคคลมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา

19. บุคคลมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก

20. บุคคลมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ

21. บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าร่วมในรัฐบาลและมีสิทธิในการใช้บริการสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

22. บุคคลมีสิทธิได้รับความมั่นคงทางสังคม

23. บุคคลมีสิทธิที่จะมีงานทำและได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม รวมทั้งมีสิทธิที่จะเข้าร่วมในสหภาพแรงงาน

24. บุคคลมีสิทธิที่จะได้รับการพักผ่อนจากการทำงาน

25. บุคคลมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่ดี รวมทั้งความเป็นอยู่ที่ดีของตนและครอบครัว

26. บุคคลมีสิทธิได้รับการศึกษา

27. บุคคลมีสิทธิที่จะใช้ชีวิตทางด้านวัฒนธรรมในสังคมได้อย่างเสรีรวมทั้งมีสิทธิในการได้รับความคุ้มครองประโยชน์จากสิ่งประดิษฐ์ที่ตนเป็นเจ้าของ

28. บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ

29. บุคคลต้องเคารพและไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น

30. ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายสิทธิและเสรีภาพของบุคคลหนึ่ง ๆ ได้

ความเป็นมาปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน

1. มหากฎบัตรแมกนาคาร์ตา (Magna Carta Great Charter) ค.ศ. 1215 เกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ สมัยพระเจ้าจอห์น โดยขุนนาง พระ และ ประชาชนกลุ่มหนึ่งกล่าวหาว่า พระเจ้าจอห์นใช้อำนาจเกินขอบเขตจึงลุกฮือขึ้นต่อสู้ สุดท้ายพระเจ้าจอห์นถูกบังคับให้ลงพระนามในมหากฎบัตรฉบับนี้ ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ

1.1 เป็นเอกสารรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

1.2 พระมหากษัตริย์จะต้องยอมรับอำนาจของสภา และยอมรับในสิทธิเสรีภาพของประชาชน



2. คำประกาศอิสรภาพของประเทศสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1776 เกิดขึ้นในเหตุการณ์ทำสงครามประกาศอิสรภาพจากการเป็นอาณานิคมของอังกฤษ โดยมีสาระสำคัญ คือ

2.1 มีการประกาศรับรองในสิทธิเสรีภาพของพลเมืองชาวอเมริกันที่มีอิสรภาพ มีเอกราชในตัวเอง จะถูกรัฐบาลและรัฐสภาของประเทศอังกฤษกดขี่ข่มเหงมิได้

2.2 มีการร่างรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาขึ้นมาและได้มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า “มนุษย์ล้วนเกิดมาเท่าเทียมกัน และพระเจ้าซึ่งเป็นพระผู้สร้างมนุษย์ได้ทรงมอบสิทธิบางอย่างไว้ให้กับมนุษย์ สิทธิเหล่านี้ไม่อาจจะโอนให้แก่กันได้ และไม่มีใครล่วงละเมิดได้ สิทธิเหล่านี้ได้แก่ สิทธิในชีวิต เสรีภาพ และสิทธิที่จะแสวงหาความสุข”

3. ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองของสมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เกิดขึ้นหลังจาการปฏิวัติใหญ่เพื่อล้มอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งราชวงศ์บูร์บง ประเทศฝรั่งเศส สาระสำคัญมีอยู่ว่า

3.1 หลังการปฏิวัติ สมัชชาแห่งชาติฝรั่งเศสได้ประกาศปฏิญญาดังกล่าว โดยมีข้อความรวม 17 ข้อ ซึ่งรับรองและคุ้มครองในสิทธิของประชาชน เช่น รับรองความเสมอภาคเท่าเทียมกัน ความมีอิสระในชีวิต สิทธิในชีวิตและทรัพย์สิน ต่อต้านการกดขี่ข่มเหง สิทธิในการพูดโดยเสรีภาพ การพิมพ์โดยเสรีภาพ เสรีภาพในการนับถือศาสนาเป็นต้น

3.2 นับเป็นเอกสารรับรองสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจนและครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด และถือเป็นแม่บทของการจัดทำปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในยุคต่อมา


4. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (The Universal Declaration of Human Rights : UDHR) ประกาศโดยองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) สาระสำคัญ คือ

4.1 เป็นแนวทางให้ประเทศสมาชิกของสหประชาชาติปฏิบัติต่อพลเมืองของตนและต่อชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในประเทศของตน

4.2 สิทธิมนุษยชน มี 30 ข้อ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

1. สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เช่น สิทธิในชีวิตและร่างกายของตนเอง สิทธิในทรัพย์สิน สิทธิเลือกตั้ง และลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นต้น

2. สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เช่น สิทธิในการเลือกประกอบอาชีพ สิทธิที่จะหางานทำ สิทธิในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ สิทธิในการเลือกนับถือศาสนา สิทธิในการแต่งงานมีครอบครัว เป็นต้น

บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน มีดังนี้

1. สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครองไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจำกัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะทำการนั้นได้และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

สิทธิหรือเสรีภาพใดที่รัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ หรือให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ แม้ยังไม่มีการตรากฎหมายนั้นขึ้นใช้บังคับ บุคคลหรือชุมชนย่อมสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพนั้นได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้บุคคลซึ่งได้รับความเสียหายจากการถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพหรือจากการกระทำความผิดอาญาของบุคคลอื่น ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาหรือช่วยเหลือจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

2. การตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่รัฐธรรมนูญมิได้บัญญัติเงื่อนไขไว้ กฎหมายดังกล่าวต้องไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุและจะกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลมิได้ รวมทั้งต้องระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพไว้ด้วยกฎหมายตามวรรคหนึ่ง ต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่กรณีใดกรณีหนึ่งหรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเจาะจง

3. บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกันการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคมความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ

หรือผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสามบุคคลผู้เป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ และพนักงานหรือลูกจ้างขององค์กรของรัฐย่อมมีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ในกฎหมายเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการเมือง สมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม

4. บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายการจับและการคุมขังบุคคลจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติการค้นตัวบุคคลหรือการกระทำใดอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพในชีวิตหรือร่างกายจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติการทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมจะกระทำมิได้

5. บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็น

ความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษา

อันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนีในคดีอาญา จะบังคับให้บุคคลให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองมิได้คำขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาต้องได้รับการพิจารณาและจะเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้ การไม่ให้ประกันต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

6. การเกณฑ์แรงงานจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หรือในขณะที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินหรือประกาศใช้กฎอัยการศึก หรือในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามหรือการรบ

7. บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพในการปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน แต่ต้องไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยไม่เป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของรัฐ และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

8. บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัวการกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ

9. บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถานการเข้าไปในเคหสถานโดยปราศจากความยินยอมของผู้ครอบครอง หรือการค้นเคหสถานหรือที่รโหฐานจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

10. บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อ

ความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชนเสรีภาพทางวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และต้องเคารพและไม่ปิดกั้นความเห็นต่างของบุคคลอื่น

11. บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทำมิได้

การให้นำข่าวสารหรือข้อความใด ๆ ที่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนจัดทำขึ้นไปให้เจ้าหน้าที่ตรวจก่อนนำไปโฆษณาในหนังสือพิมพ์หรือสื่อใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะกระทำในระหว่างเวลาที่ประเทศอยู่ในภาวะสงครามเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทยการให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นเพื่ออุดหนุนกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นของเอกชนรัฐจะกระทำมิได้ หน่วยงานของรัฐที่ใช้จ่ายเงินหรือทรัพย์สินให้สื่อมวลชนไม่ว่าเพื่อประโยชน์ในการโฆษณาหรือประชาสัมพันธ์ หรือเพื่อการอื่นใดในทำนองเดียวกันต้องเปิดเผยรายละเอียดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินทราบตามระยะเวลาที่กำหนดและประกาศให้ประชาชนทราบด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง แต่ให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานที่ตนสังกัดอยู่ด้วย

12. บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการติดต่อสื่อสารถึงกันไม่ว่าในทางใด ๆการตรวจ การกัก หรือการเปิดเผยข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกัน รวมทั้งการกระทำด้วยประการใด ๆเพื่อให้ล่วงรู้หรือได้มาซึ่งข้อมูลที่บุคคลสื่อสารถึงกันจะกระทำมิได้ เว้นแต่มีคำสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ

13. บุคคลย่อมมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดกขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิเช่นว่านี้ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

ที่ตราขึ้นเพื่อการอันเป็นสาธารณูปโภค การป้องกันประเทศ หรือการได้มาซึ่งทรัพยากรธรรมชาติหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่น และต้องชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรม ภายในเวลาอันควรแก่เจ้าของตลอดจนผู้ทรงสิทธิบรรดาที่ได้รับความเสียหายจากการเวนคืน โดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะผลกระทบต่อผู้ถูกเวนคืน รวมทั้งประโยชน์ที่ผู้ถูกเวนคืนอาจได้รับจากการเวนคืนนั้นการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ให้กระทำเพียงเท่าที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการที่บัญญัติไว้ในวรรคสามเว้นแต่เป็นการเวนคืนเพื่อนำอสังหาริมทรัพย์ที่เวนคืนไปชดเชยให้เกิดความเป็นธรรมแก่เจ้าของ

อสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามที่กฎหมายบัญญัติกฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ต้องระบุวัตถุประสงค์แห่งการเวนคืนและกำหนดระยะเวลาการเข้าใช้อสังหาริมทรัพย์ให้ชัดแจ้ง ถ้ามิได้ใช้ประโยชน์เพื่อการนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดหรือมีอสังหาริมทรัพย์เหลือจากการใช้ประโยชน์ และเจ้าของเดิมหรือทายาทประสงค์จะได้คืน ให้คืนแก่

เจ้าของเดิมหรือทายาทระยะเวลาการขอคืนและการคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนที่มิได้ใช้ประโยชน์ หรือที่เหลือจาก

การใช้ประโยชน์ให้แก่เจ้าของเดิมหรือทายาท และการเรียกคืนค่าทดแทนที่ชดใช้ไป ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

การตรากฎหมายเวนคืนอสังหาริมทรัพย์โดยระบุเจาะจงอสังหาริมทรัพย์หรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนตามความจำเป็น มิให้ถือว่าเป็นการขัดต่อมาตรา ๒๖ วรรคสอง

14. บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและการเลือกถิ่นที่อยู่การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบเรียบร้อยหรือสวัสดิภาพของประชาชน หรือการผังเมืองหรือเพื่อรักษาสถานภาพของครอบครัว หรือเพื่อสวัสดิภาพของผู้เยาว์

15. การเนรเทศบุคคลสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามมิให้ผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักร จะกระทำมิได้การถอนสัญชาติของบุคคลซึ่งมีสัญชาติไทยโดยการเกิด จะกระทำมิได้

16. บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการประกอบอาชีพการจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงหรือเศรษฐกิจของประเทศ การแข่งขันอย่างเป็นธรรม การป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด การคุ้มครองผู้บริโภค การจัดระเบียบการประกอบอาชีพเพียงเท่าที่จำเป็นหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างอื่นการตรากฎหมายเพื่อจัดระเบียบการประกอบอาชีพตามวรรคสอง ต้องไม่มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือก้าวก่ายการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษา

17. บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ

(๑) ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในครอบครองของหน่วยงานของรัฐ

ตามที่กฎหมายบัญญัติ

(๒) เสนอเรื่องราวร้องทุกข์ต่อหน่วยงานของรัฐและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว

(๓) ฟ้องหน่วยงานของรัฐให้รับผิดเนื่องจากการกระทำหรือการละเว้นการกระทำของข้าราชการ

พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ

18. บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม สหกรณ์ สหภาพ องค์กร ชุมชนหรือหมู่คณะอื่น

การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเพื่อการป้องกันหรือขจัดการกีดกันหรือการผูกขาด

19. บุคคลและชุมชนย่อมมีสิทธิ

(๑) อนุรักษ์ ฟื้นฟู หรือส่งเสริมภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณี

อันดีงามทั้งของท้องถิ่นและของชาติ

(๒) จัดการ บำรุงรักษา และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลาย

ทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

(๓) เข้าชื่อกันเพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐให้ดำเนินการใดอันจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน

หรือชุมชน หรืองดเว้นการดำเนินการใดอันจะกระทบต่อความเป็นอยู่อย่างสงบสุขของประชาชนหรือชุมชนและได้รับแจ้งผลการพิจารณาโดยรวดเร็ว ทั้งนี้ หน่วยงานของรัฐต้องพิจารณาข้อเสนอแนะนั้นโดยให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพิจารณาด้วยตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ

(๔) จัดให้มีระบบสวัสดิการของชุมชนสิทธิของบุคคลและชุมชนตามวรรคหนึ่ง หมายความรวมถึงสิทธิที่จะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือรัฐในการดำเนินการดังกล่าวด้วย

20. บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธการจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยสาธารณะ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น

21. บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่กฎหมายบัญญัติกฎหมายตามวรรคหนึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการบริหารพรรคการเมือง ซึ่งต้องกำหนดให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ เปิดโอกาสให้สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในการกำหนดนโยบายและการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง และกำหนดมาตรการให้สามารถดำเนินการโดยอิสระไม่ถูกครอบงำหรือชี้นำโดยบุคคลซึ่งมิได้เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น รวมทั้งมาตรการกำกับดูแลมิให้สมาชิกของ

พรรคการเมืองกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

22. สิทธิของผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองบุคคลย่อมมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโภคเพื่อคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคองค์กรของผู้บริโภคตามวรรคสองมีสิทธิรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภคโดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ทั้งนี้ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดตั้ง

อำนาจในการเป็นตัวแทนของผู้บริโภค และการสนับสนุนด้านการเงินจากรัฐ ให้เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ

23. บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

24. สิทธิของมารดาในช่วงระหว่างก่อนและหลังการคลอดบุตรย่อมได้รับความคุ้มครองและช่วยเหลือตามที่กฎหมายบัญญัติบุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ

25. บุคคลจะใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขมิได้ผู้ใดทราบว่ามีการกระทำตามวรรคหนึ่ง ย่อมมีสิทธิร้องต่ออัยการสูงสุดเพื่อร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ

วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ในกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งไม่รับดำเนินการตามที่ร้องขอ หรือไม่ดำเนินการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคำร้องขอ ผู้ร้องขอจะยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญก็ได้การดำเนินการตามมาตรานี้ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการตามวรรคหนึ่ง



นอกจากนี้ ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังกำหนดให้มีองค์กรที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ในหมวดขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ดังนี้

1. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีสถานะเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และมาตรา 247 บัญญัติให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

(1) ตรวจสอบและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนทุกกรณีโดยไม่ล่าช้า และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางที่เหมาะสมในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อหน่วยงานของรัฐหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง

(2) จัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศเสนอต่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ต่อประชาชน

(3) เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมตลอดทั้งการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย กฎ ระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน

(4) ชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้องโดยไม่ชักช้าในกรณีที่มีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรม

(5) สร้างเสริมทุกภาคส่วนของสังคมให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิมนุษยชน

(6) หน้าที่และอำนาจอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ


เมื่อรับทราบรายงานตาม (1) และ (2) หรือข้อเสนอแนะตาม (3) ให้คณะรัฐมนตรีดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามความเหมาะสมโดยเร็ว กรณีใดไม่อาจดำเนินการได้หรือต้องใช้เวลาในการดำเนินการ ให้แจ้งเหตุผลให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทราบโดยไม่ชักช้า

ในการปฏิบัติหน้าที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต้องคำนึงถึงความผาสุกของประชาชนชาวไทยและผลประโยชน์ส่วนรวมของชาติเป็นสำคัญด้วย


2. ผู้ตรวจการแผ่นดิน มาตรา 230 ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่และอํานาจ ดังต่อไปนี้

(1) เสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อให้มีการปรับปรุงกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคําสั่ง หรือขั้นตอนการปฏิบัติงานใดๆ บรรดาที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรม แก่ประชาชน หรือเป็นภาระแก่ประชาชนโดยไม่จําเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ

(2) แสวงหาข้อเท็จจริงเมื่อเห็นว่ามีผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือความไม่เป็นธรรมอันเนื่องมาจาก การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอํานาจตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องให้ขจัดหรือระงับความเดือดร้อน หรือความไม่เป็นธรรมนั้น

(3) เสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ทราบถึงการที่หน่วยงานของรัฐยังมิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องครบถ้วน ตามหมวด 5 หน้าที่ของรัฐ

ในกรณีที่หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องไม่ดําเนินการตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจการแผ่นดินตาม (1) หรือ (2) โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบเพื่อพิจารณาสั่งการ ตามที่เห็นสมควรต่อไป

ในการดําเนินการตาม (1) หรือ (2) หากเป็นกรณีที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งเรื่องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติดําเนินการต่อไป



3. ศาลรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ยังคงกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตุลาการที่ทำหน้าที่วินิจฉัยปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายในลักษณะเช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 แต่ได้ปรับเปลี่ยนหน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญบางประการเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบัน และให้การควบคุมตรวจสอบสถาบันการเมืองต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคำนึงถึงหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ การรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป็นสำคัญ

หน้าที่และอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จำแนกออกได้เป็น 6 ด้าน คือ

ด้านที่หนึ่ง การพิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีบทบัญญัติและกระบวนการตรากฎหมายใดขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ โดยศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายได้ทั้งก่อนที่ร่างกฎหมายนั้นจะประกาศใช้บังคับ และภายหลังจากที่กฎหมายนั้นประกาศใช้บังคับแล้ว

ด้านที่สอง การพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภารัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ หน้าที่และอำนาจในส่วนนี้แตกต่างจากที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนโดยศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจให้คำปรึกษาข้อสงสัยเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจขององค์กรข้างต้นได้โดยไม่จำเป็นต้องเกิดข้อพิพาทระหว่างองค์กรขึ้นเสียก่อน อีกทั้งมีอำนาจในการวินิจฉัยสมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรีด้วย


ด้านที่สาม การกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระต้องร่วมกันกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ซึ่งในการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ให้รับฟังความคิดเห็นของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ประกอบด้วย และเมื่อมาตรฐานทางจริยธรรมประกาศใช้บังคับแล้ว ให้ใช้บังคับแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย

ด้านที่สี่ การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา กรรมาธิการ ที่เสนอ แปรญัตติ หรือกระทำการใด ๆ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณที่มีผลทำให้ผู้นั้นมีส่วนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณรายจ่ายสิ้นสุดสมาชิกภาพ หรือให้คณะรัฐมนตรีที่เป็นผู้อนุมัติให้กระทำการหรือรู้ว่ามีการกระทำการดังกล่าวแต่ไม่ได้สั่งยับยั้งพ้นจากตำแหน่ง

ด้านที่ห้า การปกป้องคุ้มครองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยสั่งการให้บุคคลเลิกกระทำการใด ๆ อันมีลักษณะเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ด้านที่หก การปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยคำร้องของบุคคลผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่ยื่นไว้ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้จากอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญจะช่วยสร้างรากฐานการเมืองการปกครองของไทยให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม่เพียงแต่ทหน้าที่รักษาความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามการทุจริตและปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนอีกด้วย

4. ศาลปกครอง

ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษา "คดีปกครอง" ซึ่งเกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในกรณีที่การละเมิดนั้นเกิดจากการกระทำของรัฐหรือของเจ้าหน้าที่รัฐ ได้แก่คดีในลักษณะดังต่อไปนี้

1. คดีพิพาทอันเนื่องมาจากการกระทำทางปกครองฝ่ายเดียว อันได้แก่การใช้อำนาจที่หน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถดำเนินการได้เองฝ่ายเดียวโดยไม่จำเป็นต้องให้เอกชนยินยอมเสียก่อน ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ เช่น กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ระเบียบข้อบังคับต่างๆที่มีผลบังคับเป็นการทั่วไป หรือการออกคำสั่งทางปกครอง เช่น คำสั่งอนุญาต อนุมัติคำสั่งแต่งตั้ง ฯลฯ

2. คดีพิพาทอันเนื่องมาจากสัญญาทางปกครอง เช่น สัญญาสัมปทาน สัญญาที่หน่วยงานของ

รัฐจ้างให้เอกชนสร้างสะพาน สร้างถนน

3. มาจากการกระทำละเมิดทางปกครอง หรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ เช่น ทางราชการออกคำปิดโรงงานและก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของโรงงาน หรือเจ้าหน้าที่ละเลยหรือต่อใบอนุญาตให้ผู้ประกอบการล่าช้าเกินสมควรจนเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการได้รับความเสียหาย

4. คดีพิพาทอันเนื่องมาจากการละเลยต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควร เช่นใน เรื่องที่มีกฎหมายกำหนดเวลาให้เจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการให้เสร็จภายใน 30 วัน หรือแม้กระทั่งในเรื่องที่กฎหมายไม่ได้กำหนดเวลาเอาไว้แต่โดยปกติสามารถดำเนินการให้เสร็จในระยะเวลาหนึ่ง แต่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการใดๆจนเวลาล่วงเลยไปหลายเดือน

5. คดีพิพาททางปกครองอื่นๆ เช่น คดีที่มีกฎหมายกำหนดไว้โดยเฉพาะว่าให้อยู่ในเขตอำนาจ

ศาลปกครอง หรือให้หน่วยงานทางปกครองต้องฟ้องคดีต่อศาลเพื่อบังคับบุคคลให้กระทำหรือละเว้นกระทำการ

อย่างหนึ่งอย่างใด คดีปกครองเหล่านี้กฎหมายกำหนดว่าให้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น





วิเคราะห์ข้อสอบโอเน็ต

ตัวอย่าง ข้อสอบ O-Net ปี 2561

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับกฎหมายปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษย์

1. เป็นข้อตกลงพหุภาคีระดับสากลที่มีศักดิ์และสิทธิ์เทียบเท่ากฎหมาย และมีผลบังคับใช้ผูกพัน

2. เป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่ส่งผลให้เกิดการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องในประเทศภาคีที่ร่วมลงนาม

3. เป็นเอกสารที่ได้รับการยอมรับจากสมัชชาใหญ่สหประชาชาติด้วยการลงประชามติโดยปราศจากเสียงคัดค้าน

4. เป็นผลจากการปรึกษาหารือร่วมกันของประเทศภาคี ส่งผลให้เกิดการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนที่ครอบคลุมประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

5.เป็นการให้คำมั่นสัญญาที่จะกำหนดมาตรฐานในการอยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของการปกป้องสิทธิเสรีภาพโดยเท่าเทียมกันและไม่มีการเลือกปฏิบัติ

วิเคราะห์ข้อสอบ

ข้อนี้คำตอบคือข้อ 1 ค่ะ

ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษย์ไม่ใช่กฎหมายที่จะบังคับใช้เมื่อกระทำผิดต้องได้รับโทษ แต่ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษย์จะเป็นแนวทางปฏิบัติเดียวกันของกลุ่มประเทศสมาชิกภาคีที่จะนำหลักการไปกำหนดกฎหมายบังคับใช้เพื่อคุ้มครองประชาชนอีกทีค่ะ