วิกฤตการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทย

วิกฤตการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยมีสาเหตุ ผลกระทบ และแนวทางแก้ไข แบ่งได้ดังนี้

1. วิกฤตการณ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญในประเทศไทยมีปริมาณลดลง บางชนิดกำลังตกอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม เช่น ป่าไม้ ดิน น้ำ แร่ สัตว์ป่า เป็นต้น

1.1 ทรัพยากรป่าไม้

ป่าไม้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีอิทธิพลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ มนุษย์ใช้ประโยชน์จากป่าไม้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ประโยชน์ทางตรงจากป่าไม้ เช่น การนำไม้มาทำเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ใช้เป็นเชื้อเพลิง เป็นแหล่งสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ใช้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ ส่วนประโยชน์ทางอ้อม ได้แก่ ปรับสภาพอากาศให้บริสุทธิ์ ช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ ลดอันตรายที่เกิดจากภัยธรรมชาติและมลพิษ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า

ป่าไม้ในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ป่าไม่ผลัดใบ และป่าผลัดใบ ปัจจัยที่ทำให้ป่าแต่ละประเภทแตกต่างกัน คือ ลักษณะภูมิประเทศ ลักษณะดิน และ ภูมิอากาศ

1. ป่าไม่ผลัดใบ เป็นป่าที่มีความเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี มีพันธุ์ไม้ที่ผลัดใบบ้างแต่มีจำนวนน้อย มีภูมิอากาศแบบป่าดิบชื้น ดินอุ้มน้ำได้ดี มีความชื้นสูง ป่าประเภทนี้กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศไทย จำแนกได้ 6 ชนิด ได้แก่ ป่าดิบชื้น ป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าสน ป่าพรุหรือป่าบึง และป่าชายหาด

2. ป่าผลัดใบ เป็นป่าที่พืชส่วนใหญ่มีการผลัดใบเป็นระยะเวลายาวนานในช่วงฤดูแล้ง อยู่ในเขตภูมิอากาศที่ค่อนข้างแห้งแล้งหรือเขตภูมิอากาศร้อนชื้นแบบทุ่งหญ้าสะวันนา ซึ่งมีฤดูแล้งยาวนาน สภาพดินค่อนข้างตื้น มีหินกรวดทรายผสมอยู่ในดิน เป็นดินไม่อุ้มน้ำ ส่วนใหญ่พบบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกของประเทศไทย จำแนกได้ 3 ชนิด ได้แก่ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และป่าหญ้า


ในอดีตประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ต่อมามีการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้อย่างรวดเร็ว เพื่อนำมาสร้างที่อยู่อาศัยและพื้นที่เพาะปลูก นำไม้มาทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้และการก่อสร้าง นโยบายของรัฐที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม และการใช้ประโยชน์จากป่าไม้ในด้านอื่น ๆ นอกจากนี้ไฟป่ายังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ป่าลดลง จากสถานการณ์การลดลงของพื้นที่ป่าก่อให้เกิดผลกระทบที่สำคัญ ดังนี้

1. ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ป่าไม้ช่วยให้อากาศมีความชื้นสูง ช่วยชะลอการไหลของน้ำ ช่วยให้ดินอุดมสมบูรณ์ เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่า เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย ธรรมชาติดังกล่าวก็จะถูกทำลายไปด้วย



2. ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ เมื่อป่าไม้ถูกทำลาย เศรษฐทรัพย์ในป่าหลายอย่างจะหมดไปโดยเฉพาะไม้มีค่า คือ ไม้สัก ไม้เนื้อแข็ง และไม้เบญจพรรณเป็นต้นเหตุของการขาดรายได้ทั้งในส่วนของประชาชนและภาครัฐ

3. ผลกระทบด้านสังคม การทำลายป่าไม้ทั้งที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายและโดยการลักลอบล้วนก่อให้เกิดปัญหาทางสังคม คือ การแย่งถือครองกรรมสิทธิ์ ความขัดแย้งกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐ นายทุน ประชาชน ส่งผลต่อความมั่นคงของรัฐ

จากสถานการณ์ลดลงของพื้นที่ป่าไม้และผลกระทบที่กล่าวข้างต้น การแก้ไขวิกฤตการณ์ดังกล่าวให้ประสบผลสำเร็จ ต้องอาศัยความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมีแนวทางดำเนินการดังนี้

1. การปลูกป่าทดแทน

2. การป้องกันไฟป่า

3. การใช้มาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองป่าไม้

4. การให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกให้แก่ประชาชน



1.2 ทรัพยากรดิน

วิกฤตการณ์ที่เกี่ยวกับทรัพยากรดินที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คือ ปัญหาความเสื่อมโทรมของดินและปัญหาสภาพดินไม่เหมาะสมแก่การเพาะปลูก ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งจากการกระทำของมนุษย์และเกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติ

1. ปัญหาความเสื่อมโทรมของดินจากการพังทลายของหน้าดิน พบได้ในบริเวณที่หน้าดินไม่มีพืชปกคลุม มีลักษณะพื้นที่ลาดชัน เนื้อดินเกาะกันไม่แน่น เกิดการพังทลายของหน้าดิน นอกจากนี้ภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดหน้าดินพังทลายได้ ส่วนสาเหตุจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การเพาะปลูกที่ไม่ถูกวิธี ก็เป็นสาเหตุให้หน้าดินพังทลายได้

2. ความเสื่อมโทรมของดินจากการสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ เช่น การปลูกพืชชนิดเดียวกันติดต่อเป็นเวลานาน การปลูกพืชโดยขาดการบำรุงดินจนทำให้เสียธาตุอาหารสำคัญ การใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณมากและติดต่อยาวนาน ปัญหาดังกล่าวบางพื้นที่อาจทำให้บริเวณนั้นไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นได้อีก


3. ปัญหาสภาพดินที่ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก เกิดจากการประทำของมนุษย์และธรรมชาติ ปัญหาที่สำคัญคือ ดินเค็ม และ ดินเปรี้ยว

- ดินเค็ม คือดินที่มีปริมาณเกลือคลอไรด์ แมกนีเซียมซัลเฟต และโพแทสเซียมปะปนอยู่ในเนื้อดินสูง จนทำให้ไม่สามารถเพาะปลูกได้ ส่วนใหญ่พบมากบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือภาคกลาง

- ดินเปรี้ยว คือ ดินที่มีคุณสมบัติเป็นกรด มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ขาดธาตุอาหารที่มีความจำเป็น เช่น ฟอสฟอรัส ไนโตรเจน เป็นต้น ผลกระทบจากดินเปรี้ยวส่งผลให้ไม่สามารถปลูกพืชได้ แม้ได้ก็ให้ผลผลิตต่ำ ในประเทศไทยพบในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่าง และในพื้นที่ชายฝั่งทะเลทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย และชายฝั่งทะเลทางด้านตะวันออกภาคใต้

การแก้ไขปัญหาการเสื่อมคุณภาพของดินจึงควรกระทำไปพร้อม ๆ กันทั้งสองด้าน คือ การแก้ไขฟื้นฟูที่ระบบธรรมชาติและการแก้ไขโดยการให้ความรู้และสร้างจิตสำนึก ตลอดจนแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมให้กับประชาชน โดยมีแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ คือ

1. การแก้ไขปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน

2. การแก้ไขปัญหาดินเค็ม

3. การแก้ไขปัญหาดินเปรี้ยว

4. การแก้ไขปัญหาดินขาดความอุดมสมบูรณ์



1.3 ทรัพยากรน้ำ

เป็นทรัพยากรที่มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เนื่องจากมนุษย์นำน้ำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการอุปโภคบริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม การผลิตกระแสไฟฟ้า สำหรับแหล่งน้ำที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นน้ำจืดจากแหล่งต่าง ๆ ดังนี้

1. แหล่งน้ำผิวดิน ได้แก่ น้ำจากแม่น้ำ คลอง บึง ห้วย หนอง ตลอดจนอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด เช่น ด้านอุปโภคบริโภค ด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม กระบวนการสร้างพลังงานไฟฟ้า

2. แหล่งน้ำใต้ดิน เกิดจากน้ำผิวดินซึมผ่านดินชั้นต่าง ๆ การนำน้ำใต้ดินมาใช้ประโยชน์ต้องลงทุนสูงโดยการขุดบ่อ ต่อท่อลงในดิน ประเทศไทยมีการนำน้ำใต้ดินมาใช้ในการอุปโภคบริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรม

3. แหล่งน้ำจากทะเล ทะเลและมหาสมุทรเป็นแหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่และมีความสำคัญต่อการเกิดวงจรน้ำของโลก น้ำทะเลมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์เนื่องจากเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำเค็มที่เป็นแหล่งอาหารของมนุษย์ นำน้ำทะเลมาแปลงเป็นน้ำจืด แต่มีค่าใช้จ่ายสูง และยังพยายามนำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นพลังงานทางเลือกที่สำคัญในปัจจุบัน

4. แหล่งน้ำจากฟ้า หรือน้ำฝน เป็นแหล่งน้ำสำคัญในการอุปโภคและบริโภคของมนุษย์อีกชนิดหนึ่ง

ปัญหาวิกฤตการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำของประเทศไทย ได้แก่ การมีน้ำมากหรือน้อยไม่เหมาะสมต่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค

วิกฤตการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำในปัจจุบันของไทย

1. ความไม่สม่ำเสมอของปริมาณน้ำฝน

2. การเกิดน้ำเน่าเสีย

3.ปริมาณน้ำที่ใช้ประโยชน์ลดลง

แนวทางในการแก้ไขวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรน้ำ

1. ควบคุมการใช้น้ำ

2. พัฒนาแหล่งน้ำ

3. ป้องกันและบำบัดน้ำเสีย

4. สร้างระบบส่งน้ำที่มีประสิทธิภาพ

5. สร้างเขื่อนหรือทำนบ




1.4 ทรัพยากรแร่

ประเทศไทยได้นำแร่มาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1. แร่ประกอบหิน หมายถึง แร่ที่เป็นส่วนประกอบของหินพบได้ทั่วไป เช่น กินแกรนิต หินปูน นำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง และอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เช่น หินปูน หินดินดาน หินอ่อน

2. แร่เศรษฐกิจ หรือแร่อุตสาหกรรม หมายถึงแร่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจหรือมีประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น แร่โลหะพื้นฐาน แร่โลหะมีค่า แร่รัตนชาติ เป็นต้น

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันประเทศไทยมีการนำทรัพยากรแร่มาใช้ในการพัฒนาประเทศและตอบสนองความต้องการในด้านต่าง ๆ ของประชากรเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้แหล่งแร่ที่มีอยู่ปริมาณลดลง นอกจากนี้กระบวนการทำเหมืองแร่ที่ไม่ถูกวิธียังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น การฉีดแร่แล้วปล่อยให้น้ำเสียไปทำลายพื้นที่อุดมสมบูรณ์ทำให้เกิดสารปนเปื้อนกลายเป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

วิกฤตการณ์เกี่ยวกับทรัพยากรแร่มีปัญหาสำคัญอยู่ 2 ประการ คือ ปัญหาการลดลงของปริมาณแร่ และปัญหาที่เกิดจากกรรมวิธีการผลิตแร่ที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นวิธีแก้ไขวิกฤตการณ์มีแนวทางในการปฏิบัติดังนี้

1. การใช้เครื่องมือและวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการขุด การสกัด หรือการผลิต

2. การผลิตจะต้องไม่ให้คุณภาพของแร่เสียไปเนื่องจากกระบวนการผลิต

3. การใช้อย่างรู้คุณค่าและประหยัด

4. การหมุนเวียนนำกลับมาใช้ใหม่

5. การลดปริมาณการใช้แร่ที่หายาก

6. การสำรวจหาแหล่งแร่เพิ่มเติม



1.5 ทรัพยากรสัตว์ป่า

สัตว์ป่าเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดทดแทนได้ที่มนุษย์พึ่งพาอาศัยมาตั้งแต่อดีต มนุษย์ดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์เป็นอาหาร ใช้หนังเป็นเครื่องนุ่งห่ม และนำส่วนอื่น ๆ ของสัตว์มาประดิษฐ์เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ปัจจุบันสัตว์ป่ายังคงมีความสำคัญต่อมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ปัจจุบันสัตว์ป่ามีจำนวนลดน้อยลงหรือสูญพันธุ์ไป เนื่องจากปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1. วิกฤตการณ์สัตว์ป่า ลดลงแทบทุกชนิด บางอย่างสูญพันธุ์ไป สาเหตุสำคัญเกิดจากการทำลายป่า ทำให้สัตว์ขาดอาหารและที่อยู่อาศัย และการล่าของมนุษย์ นอกจากนี้การมีสารพิษปนเปื้อนอยู่ในธรรมชาติก็มีส่วนทำลายสัตว์ป่า

2. วิกฤตการณ์สัตว์น้ำจืด ปัจจุบันสัตว์น้ำจืดตามแหล่งน้ำธรรมชาติลดน้อยลง บางอย่างสูญพันธุ์ไป เนื่องจากการจับที่ผิดวิธีและผิดฤดูกาล นอกจากนั้นการเกิดน้ำเน่าเสียก็เป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์น้ำจืดลดจำนวนลง

3. วิกฤตการณ์สัตว์น้ำเค็ม สัตว์น้ำเค็มบริเวณทะเลอ่าวไทยมีจำนวนลดน้อยลง บางชนิดสูญพันธุ์ไป สาเหตุสำคัญคือ การจับสัตว์น้ำเค็มมากเกินไปและจับผิดวิธี นอกจากนี้ภัยธรรมชาติก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สัตว์น้ำเค็มบางอย่างลดน้อยลง และสูญพันธุ์ไป การแก้ไขปัญหามีแนวทางปฏิบัติ คือ

- การสร้างจิตสำนึกในเรื่องคุณค่าของทรัพยากรสัตว์ป่าให้ประชาชน

- การใช้มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามผู้ที่กระทำความผิด

- การจัดการด้านถิ่นที่อยู่ของสัตว์ให้มีความเหมาะสมปลอดภัย

- การส่งเสริมให้มีการศึกษาและเพาะเลี้ยงอย่างถูกวิธี

ที่มาภาพจาก : https://www.youtube.com/watch?v=OgUpBMiK55w

2. วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม

วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีหลายกรณี คือ


2.1 การเกิดมลพิษ

หมายถึง สภาพของสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิต เช่น มลพิษทางน้ำ ดิน อากาศ และเสียง สาเหตุสำคัญเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เช่น การปล่อยของเสีย สามารถแยกได้ ดังนี้

1. มลพิษทางอากาศ คือ สภาพอากาศที่มีมวลสารเจือปนอยู่มาก สาเหตุที่เกิดจากธรรมชาติ คือ ลมที่พัดเอาควันไฟป่าที่มีเขม่าควัน ละอองฝุ่นมา ส่วนสาเหตุที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ คือ การคมนาคมขนส่ง การปล่อยสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การฉีดพ่นยาฆ่าแมลง การทิ้งขยะมูลฝอยและของเสีย

2. มลพิษทางเสียง คือ เสียงที่ไม่พึงประสงค์และเกินขีดความสามารถที่โสตประสาทจะรับได้

3. มลพิษทางน้ำ คือ น้ำที่เสื่อมคุณภาพ เนื่องจากมีสารพิษปนเปื้อน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

4. มลพิษในดิน หมายถึง ดินที่มีสารพิษ หรือสารปนเปื้อน สาเหตุเกิดจากการกระทำของมนุษย์ มีการนำสารเคมีมาใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ โดยไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม

แนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ด้านมลพิษที่ได้ผลอย่างยั่งยืนนั้น ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนผู้ประกอบการต้องให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจัง ซึ่งมีแนวทางดังนี้

1. ส่งเสริมการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจให้แก่ประชาชน

2. การใช้ระเบียบและมาตรการทางกฎหมาย

3. กำหนดขอบเขตการใช้ที่ดินหรือกำหนดผังเมือง

4. การสร้างความตระหนักในปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นกับประชาชน


2.2 วิกฤตการณ์ของแหล่งท่องเที่ยว

ประเทศไทยจัดเป็นอีกประเทศหนึ่งในโลกที่มีสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ในประเทศนำมาเป็นแหล่งท่องเที่ยว สร้างรายได้ให้กับประเทศ และมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ในขณะที่คนเข้าไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ เยอะ ทำให้แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งเกิดความเสื่อมโทรม ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหา มีดังนี้

1. การสร้างจิตสำนึกและความตระหนักด้านการอนุรักษ์แหล่งท่องเที่ยวแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นวิธีที่ช่วยแก้ไขที่ได้ผลอย่างยั่งยืน

2. การกำหนดเขตพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นชายทะเลหรือหมู่เกาะ แหล่งท่องเที่ยวที่เป็นน้ำตก วิธีนี้จะช่วยให้ชุมชนหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งระดับท้องถิ่นละระดับที่สูงขึ้น มีความชัดเจนในการกำหนดแนวทางพัฒนา

3. ใช้มาตรการทางกฎหมายในการจัดการแหล่งท่องเที่ยว เช่น ห้ามขูด ขีด เขียน เก็บชิ้นส่วนหรือล่าสัตว์ในสถานที่ท่องเที่ยวโดยมีบทลงโทษที่เฉียบขาดและเป็นธรรม

4. การสำรวจและบูรณะแหล่งท่องเที่ยว จะช่วยให้มีแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนหรือท้องถิ่นต่าง ๆเพิ่มขึ้น ช่วยกระจายนักท่องเที่ยวไม่ให้กระจุกอยู่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไป



ที่มาภาพจาก : https://pantip.com/topic/35252147/desktop

วิเคราะห์ข้อสอบโอเน็ต


ตัวอย่าง ข้อสอบ O-Net ปี 2561

แนวโน้มวิกฤตการณ์ที่ดินและทรัพยากรดินในเชิงปฐพีวิทยาที่น่าเป็นห่วงที่สุดในอนาคต คือข้อใด

1. การจำกัดจำนวนและขนาดการเป็นเจ้าของที่ดิน

2. การเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ที่ดินสู่อุตสาหกรรม

3. ปัญหาการขาดกรรมสิทธิ์ครอบครองและถือครองที่ดิน

4. การเกิดแผ่นดินทรุดและภัยพิบัติธรรมชาติต่อที่ดิน

5. ดินเสื่อมสภาพและขาดความอุดมสมบูรณ์

วิเคราะห์ข้อสอบ

คำตอบข้อนี้คือ ข้อ5 ค่ะ

ปัญหาเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทุกวันนี้เป็นเพราะมนุษย์เราใช้ประโยชน์ไม่ถูกต้องและไม่เหมาะสม จึงส่งผลให้เกิดวิกฤตการณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในลักษณะต่าง ๆ และที่สำคัญส่งผลต่อความเสื่อมสภาพของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นเป็นสำคัญ