วิกฤตการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก

วิกฤตการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลกที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน สามารถแบ่งปัญหาออกเป็น 3 กลุ่ม คือ


กลุ่มที่ 1

ปัญหาการลดลงของทรัพยากร
ธรรมชาติ

เป็นการลดลงทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เกิดจากมนุษย์นำเอาทรัพยากรธรรมชาติเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ มาก และขาดความระมัดระวัง ไม่มีการอนุรักษ์ และไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตและมักเป็นทรัพยากรประเภทใช้แล้วหมดไปหรือเสื่อมโทรมได้ง่าย

กลุ่มที่ 2

ปัญหาการเกิดมลพิษ

ปัญหาที่สำคัญคือ การปล่อยน้ำเสียออกจากบ้านเรือน ชุมชน หรือโรงงาน ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และผลการกระทำดังกล่าวกำลังย้อนกลับมาสร้างอันตรายให้เกิดขึ้นต่อมนุษย์และสิ่งต่าง ๆ ในโลกอย่างร้ายแรง



กลุ่มที่ 3

ปัญหาจากการทำลายระบบนิเวศ

ปัจจุบันหลายประเทศในโลกได้นำเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เพื่อพัฒนาด้านต่าง ๆ ในประเทศของตน ไม่ว่าจะเป็นด้านอุตสาหกรรม ด้านเกษตรกรรม โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทำให้ระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น การเกิดความแห้งแล้งในภูมิภาคต่าง ๆ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น

สาเหตุการเกิดวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก

ปัจจัยพื้นฐานที่ก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก มี 4 ประการ ดังนี้

1. การเพิ่มจำนวนของประชากรโลก ถือว่าเป็นปัจจัยเบื้องต้นที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของโลก ทั้งนี้หน่วยงานด้านประชากรขององค์การสหประชาชาติได้รายงานผลการเปรียบเทียบอัตราการเพิ่มของประชากรระหว่างประเทศที่พัฒนาแล้ว กับประเทศกำลังพัฒนาพบว่า จำนวนประชากรในประเทศที่พัฒนาแล้วมีอัตราการเพิ่มต่ำกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกาทางตอนเหนือ ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของประชากรโลกทำให้พื้นที่ป่าไม้มีจำนวนลดน้อยลง เนื่องจากถูกบุกรุกเพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหรือพื้นที่ชุมชน เกิดการปล่อยแก๊สเรือนกระจกออกสู่บรรยากาศทำให้โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น จากการเผาป่า หรือเผาไร่ จำนวนยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง รวมถึงจำนวนโรงงานอุตสาหกรรมที่เพิ่มมากขึ้น

2. การขยายตัวทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้การหลั่งไหลของประชากรจากชนบทเข้าสู่เมือง โดยที่ความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทำให้ประชาชนมีความต้องการอุปโภคบริโภคทรัพยากรเกินความจำเป็นพื้นฐาน ทำให้มีการนำทรัพยากรธรรมชาติมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตมากขึ้น ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในกระบวนการผลิตทั้งภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม และบริการ แต่ถ้านำเทคโนโลยีมาใช้อย่างไม่เหมาะสม จะส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้

3. ประชากรขาดความรู้ ประชากรไม่มีความรู้ในเรื่องการใช้และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ไว้ อย่างยั่งยืน ทรัพยากรธรรมชาติในโลกถูกทำลายไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์ เช่น การเผาป่าเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก หรือเพื่อการนันทนาการต่าง ๆ เช่น การใช้อาวุธที่ทันสมัย การล่าสัตว์เพื่อความสนุกสนาน เป็นต้น

4. ภัยธรรมชาติ การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เช่น การเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟปะทุ วาตภัย อุทกภัย โดยมนุษย์เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ภัยธรรมชาติต่าง ๆ มีความรุนแรงขึ้น เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การทำลายหน้าดิน รวมถึงถ้าเกิดฝนตกหนักอาจเกิดปัญหาดินโคลนถล่มได้


สถานการณ์และวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกกำลังทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น ประเทศที่พัฒนาแล้วมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ส่วนประเทศกำลังพัฒนามีการรณรงค์เรื่องการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมขึ้นมาอีก

1. สถานการณ์ทรัพยากรดิน และการใช้ดิน ทรัพยากรดินมีความสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ความต้องการใช้ดินในภูมิภาคต่าง ๆ ของโลกเพิ่มสูงขึ้น โดยส่วนใหญ่ใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การพัฒนาเมือง อุตสาหกรรม ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การใช้พื้นที่ไม่เหมาะสมต่อการเกษตรมาทำเป็นพื้นที่เกษตร การใช้พื้นที่เหมาะสมทางการเกษตรมาขยายเป็นพื้นที่เมือง การใช้ประโยชน์จากดินไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของดิน เช่น พื้นที่เกษตรกรรมแถบลาตินอเมริกามากกว่าร้อยละ 47 กำลังสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ จากปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน พื้นที่กว่าครึ่งหนึ่งของทวีปแอฟริกาไม่สามารถทำการเกษตรได้ เนื่องจากเป็นเขตทะเลทราย และดินมีคุณภาพต่ำ ประเทศในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่มีการทำเกษตรที่ผิดวิธี คือ ใช้สารเคมีมากเกินไป ส่งผลให้ดินขาดความอุดมสมบูรณ์

2. สถานการณ์ทรัพยากรน้ำ น้ำมีความสำคัญต่อสิ่งมีชีวิตทุกชนิด น้ำเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรในประเทศต่าง ๆ ทำให้ความต้องการใช้น้ำทวีสูงขึ้น และจากปัญหาภาวะความแห้งแล้ง โดยเฉพาะในทวีปแอฟริกาและเอเชีย หลายประเทศจึงมีการสร้างเขื่อน เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในภาคเกษตร และเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้า แต่การสร้างเขื่อนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศวิทยา เกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางการไหลของน้ำ และต้องสูญเสียพื้นที่ป่าไม้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้การสร้างเขื่อนยังส่งผลให้ประเทศที่อยู่ปลายน้ำเกิดภาวะขาดแคลนน้ำ เช่น หลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันตก ประสบปัญหาเรื่องน้ำที่ใช้ในการอุปโภคที่มีไม่เพียงพอและคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน เช่น ประเทศบาห์เรนประสบปัญหาภาวะขาดแคลนน้ำที่รุนแรง จนนำไปสู่สงครามแย่งชิงน้ำ

3. สถานการณ์คุณภาพอากาศ อากาศหรือบรรยากาศ เป็นที่รองรับสารมลพิษทางอากาศ ที่ถูกระบายออกจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ และเป็นตัวกลางให้สารมลพิษแพร่กระจายออกไป ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องผลิตให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคที่เกินความจำเป็นของประชากรโลก โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนาในทวีปเอเชีย แอฟริกา เป็นต้น

4. สถานการณ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า พื้นที่ป่าทั่วโลกมีอยู่ประมาณ 3 พันล้าน ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้เป็นจำนวนมาก เนื่องจากการนำไปใช้ประโยชน์มากเกินไป การค้าขายพืชและสัตว์ป่าแบบผิดกฎหมาย การรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยและการสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติ ส่งผลกระทบต่อแหล่งต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพ

5. สถานการณ์ทรัพยากรแร่และพลังงาน เป็นทรัพยากรที่สำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ส่งผลต่อความมั่นคงและมั่งคั่งของประเทศ เป็นวัตถุดิบที่สำคัญในกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมและการผลิตอาวุธต่าง ๆ การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกทำให้ความต้องการใช้พลังงานเพิ่มสูงขึ้น การผลิตและสำรวจหาแหล่งทรัพยากรแร่และพลังงาน จึงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต เช่น การระเบิดของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ก่อให้เกิดสารกัมมันตภาพรังสีกินพื้นที่กว้างและรุนแรงยาวนาน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เป็นสาเหตุให้เกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น มะเร็ง